• :: รวมเว็บไซต์ » วัดในประเทศไทย » วัดไทรอารีรักษ์
    วัดไทรอารีรักษ์

    รายละเอียดเพิ่มเติม

    ประวัติวัดไทรอารีรักษ์

    ลักษณะทั่วไปในปัจจุบัน

    วัดไทรอารีรักษ์ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕ ถนนโชคชัย ต.โพธาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๓ ไร่ ๓ งาน ๓๘ ตารางวา มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๒ แปลงเนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๕ ตารางวา นส. ๔ จ. เลขที่ ๒๕๓๔๒ และ ๓๐๗๓๒

    อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ ปูชนียวัตถุ พระประธานประจำอุโบสถ รอยพระพุทธบาทมีเก๋งจีนครอบรอยพระพุทธบาท จิตรกรรมฝาผนังทั้งนอกและในพระอุโบสถ และภาพจิตรกรรมศาลาเก่า จำนวน ๑๖ ภาพ หอระฆังไม้เก่ามีภาพจิตรกรรม ๔ ภาพ คัมภีร์ภาษารามัญ(มอญ) และพระพุทธรูปเก่า

    ประวัติวัด

    ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระครูรามัญญาธิบดี เจ้าอาวาสวัดคงคารามให้ความช่วยเหลือสร้างวัดประจำหมู่บ้าน ในชุมชนมอญเขตจังหวัดราชบุรี เป็นรุ่นที่ ๓ ได้แก่วัดป่าไผ่(เพี่ยตุ้น) วัดไทรอารีรักษ์ (เพี่ยระเริ่มเกริ๊ก) วัดเกาะ (เพี่ยเกาะ) วัดตาผาหรือวัดน้ำวน(เพี่ยพา) วัดบ้านโป่ง (เพี่ยบ้านโป่ง) วัดโชค (เพี่ยโชค) วัดตาลปากลัด (เพี่ยตา) และวัดม่วงล่าง(เพี่ยเกริ๊ก) บางวัดสร้างเสร็จในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสิงห์(ต้นสกุลสิงคบุรินทร์ และธำรงโชติ) ได้ยกครัวเรือนไปเป็นผู้อุปถัมภ์วัดไทรอารีรักษ์

    วัดไทรอารีรักษ์ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๓ เดิมชื่อวัดไทรอาราม ซึ่งเรียกเพี้ยนจากคำว่า “ซ่าย”ซึ่งแปลว่า ผึ้ง ในภาษามอญ สภาพที่ตั้งวัดเดิมเรียกว่าตำบลบางลาง ซึ่งมีลาวที่มาจากเวียงจันทร์มาอยู่ก่อนมอญ ภายหลังเป็นตำบลบางเลา พอมอญอพยพมาเมื่อสมัยเมืองหงสาวดีแตกเพราะพม่ารวบรวมหัวเมืองและอีกสามครั้งในภายหลังต่อมาจึงถึงรุ่นพระอาจารย์ลอยได้มีการรวบรวมการปกครองที่เป็นคณะรวมเป็นหนึ่งจึงเรียกชื่อใหม่ว่าวัดไทรอารีรักษ์มาจนถึงปัจจุบันเชื่อว่า วัดไทรอารีรักษ์(ชื่อปัจจุบัน)เป็นวัดโบราณซึ่งน่าจะมีอายุราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นอย่างน้อย สังเกตได้จากใบเสมาซึ่งเป็นหินทรายแดงแผ่นย่อมๆเป็นแบบที่อาจารย์ประยูร อุลุชาฏะ (น. ณ ปากน้ำ) เรียกว่าแบบอัมพวาและกำหนดอายุในสมัยอยุธยาตอนปลาย เข้าใจว่าเดิมเป็นวัดร้าง ชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองร่างกุ้งได้เดินทางมาถึงวัดนี้ซึ่งมีวิหารตั้งอยู่แต่เดิมแล้วจึงได้บูรณปฏิสังขรณ์และตั้งชื่อว่า “วัดวิหาร” ...ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น“วัดไทร” เนื่องจากระยะแรกๆ บริเวณวัดเป็นป่ารกมากและมีฝูงผึ้งอยู่เป็นจำนวนมาก คำว่า “ผึ้ง”ภาษามอญเรียกว่า “ชาย” จึงเรียกวัดนี้ว่า “ชาย” ...ต่อมาเพี้ยนมาเป็นวัดไทร ในสมัยพระอธิการบัวลอยเป็นเจ้าอาวาสได้มีการก่อสร้างและบูรณะวัดซึ่งเป็นระยะเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดีแต่ความสามัคคีอารีอารอบของประชาชนที่มีต่อวัดและเจ้าอาวาสจึงสามารถสร้างและบูรณะวัดจนสำเร็จลงได้ จึงเปลี่ยนชื่อวัดใหม่ว่า “วัดไทรอารีรักษ์” ในส่วนของชื่อวัดที่เป็นภาษามอญ จากการตรวจสอบของผู้วิจัยพบว่า คำว่า “วัด” ตรงกับภาษามอญว่า “เพีย” ส่วนคำว่า “ผึ้ง” ตรงกับภาษามอญว่า “ซาย” ข้อสันนิษฐานจากข้อเขียนของศาสตราจารย์นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี กล่าวว่า เมื่อกรุงหงสาวดีแตกในปี พ.ศ. ๒๓๐๐ ชาวมอญประมาณหนึ่งพันคนเศษนำโดยพญาเฒ่าได้อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีโดยตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ท่าขนุน ต่อมาเป็นเมืองท่าขนุนเขตกาญจนบุรี มีหน้าที่เป็นนายกองอามาตคอยสอดแนมพม่าข้าศึกและรายงานให้ไทยทราบ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยชาวมอญได้อพยพหนีภัยพม่ามาสมทบมากขึ้นทำให้ความเป็นอยู่ลำบากอัตคัดที่ทำกินจึงได้รับพระราชทานให้อพยพลงมาเลือกที่ทำกินในจังหวัดราชบุรีชาวมอญส่วนหนึ่งได้เลือกวัดคงคารามและชาวมอญอีกส่วนหนึ่งได้เลือกวัดไทรเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อนมีศาสนสถานก่อสร้างอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองทั้งหมด ปัจจุบันศาสนสถานที่ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมมีอยู่ ๒ แห่ง คือโบสถ์ และวิหารแต่ได้บูรณปฏิสังขรณ์มาแล้ว ๒ ครั้งนอกนั้นได้รื้อถอนเพราะผุพังตามกาลเวลารวมทั้งรื้อหนีตลิ่งแม่น้ำพังย้ายมาปลูกใหม่...ก่อนนั้น สิ่งปลูกสร้างเรียงลำดับจากเหนือมาใต้มีโบสถ์(ปัจจุบัน)อยู่ตรงกลาง เหนือโบสถ์เป็นกุฏิพระเรียก “คณะเหนือ”และหอสวดมนต์...ใต้จากโบสถ์เป็นศาลาการเปรียญและใต้สุดเป็นกุฏิพระเรียก “คณะใต้” ซึ่งเป็นโรงกรองน้ำประปาโพธารามในปัจจุบัน ในสมัยอาจารย์บัวลอยเจ้าอาวาสยุคนั้นได้รื้อกุฏิพระและศาลาการเปรียญมาสร้างยังที่ปัจจุบัน และยุบคณะเหนือคณะใต้มาสร้างเป็นกุฏิพระรวมแห่งเดียว เอกลักษณ์ของวัดมอญคือ เสาหงส์หน้าวัด แต่ที่วัดไทรอารีรักษ์นี้ไม่ปรากฏ ตามคำให้การของเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน พระครูไกรสรวรคุณเล่าว่า เดิมวัดไทรฯมีพื้นที่ยื่นเข้าไปในแม่น้ำแม่กลองประมาณ ๒๐ วา มีศาลาท่าน้ำและเสาหงส์อยู่หน้าโบสถ์ริมน้ำ ในยุคนั้นที่ดินหน้าโบสถ์ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำมีเนื้อที่หลายไร่ เวลามีงานวัดเช่น งานสงกรานต์งานฉลองรอยพระพุทธบาทในวิหารก็ได้อาศัยที่หน้าโบสถ์เป็นที่จัดงานละครมอญรำและลิเกเป็นที่สนุกสนานกันตลอดมาต่อมาตลิ่งเริ่มพังมากขึ้นที่ดินหน้าโบสถ์หายไปกับสายน้ำ ส่วนเสาหงส์ก็ผุพังจนอาจารย์เฉลิมเจ้าอาวาสยุคนั้น(พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๕) ได้สั่งรื้อเสาในส่วนที่เหลือเพราะเกรงจะทับผู้คนและตัวหงส์ก็ได้หายสาบสูญไร้ร่องรอยจนบัดนี้

    เยี่ยมชมเว็บไซต์